• ประวัติมุมตาส มาฮาล
• มุมตาส มาฮาล : นางอันเป็นที่รัก • มุมตาส มาฮาล เกิดเมื่อ พ.ศ. 2135 เป็นเชื้อชาติเปอร์เซีย เป็นธิดาของซัฟคาน น้องชายของพระนางเจ้านูรชาหัน ราชินีผู้กุมอำนาจไว้แต่ผู้เดียวในสมัยชาหังคีร์ อาซัฟคาน เป็นผู้ที่เลี้ยงดูชาห์ชาฮันมาตั้งแต่เยาว์วัย และเป็นผู้ที่ช่วยทำให้ชาห์ชาฮันได้รับราชสมบัติและขึ้นครองราชย์ • กษัตริย์ชาห์ชาฮัน เป็นผู้สร้างทัชมาฮาลให้แก่พระชายาของพระองค์คือ มุมตาส มาฮาล ซึ่งทรงให้ด้วยความรักที่มีต่อตัวนาง ไม่ใช่สร้างด้วยความหลงใหล เพราะความรักที่ชาห์ชาฮันไม่ใช่เป็นเรื่องหลงใหลในรูปโฉมหรือเสน่ห์ของนางแต่อย่างใด แต่เป็นความรักที่สามีรักภรรยาด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ มุมตาส เป็นชายาคู่ทุกข์คู่ยากของชาห์ชาฮัน และทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวต่อมีต่อชาห์ชาฮันคือ หน้าที่ภริยาที่ดี มุมตาสให้กำเนิดบุตรธิดาแก่ชาห์ชาฮัน ถึง 14 คนและสิ้นชีพเมื่อคลอดลูกคนที่ 14 • มุมตาส มาฮาล ไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สวยกว่าหญิงอื่นทั้งหลายในสมัยเดียวกัน นางเป็นคนหน้ารูปไข่ ร่างใหญ่ ไหล่กว้าง จนแลเห็นพระเศียรและดวงพระพักตร์เล็กไป พระโอษฐ์เล็ก พระเนตรเล็ก คางเสี้ยม ส่วนรวมของดวงหน้าและรูปร่างทั้งหมดแสดงลักษณะของหญิงที่เกิดมาเป็นแม่มากกว่าเป็นเมีย • นามเดิมของมุมตาส มาฮาล คือ อารชุมันด์ บานุ แต่งงานกับกษัตริย์ชาห์ชาฮันก่อนได้รับราชสมบัติ เมื่อนางอายุ 19 ปี ซึ่งพระเจ้าชาห์ชาฮันมีพระชนม์มายุได้ 36 พรรษา เมื่อชาห์ชาฮันขึ้นเสวยราชย์แล้ว จึงพระราชทานนามแก่พระชายาว่า มุมตาส มาฮาล แปลว่า ความรุ่งโรจน์ในพระราชวัง วินเซนต์ สมิธ ผู้เขียนประวัติศาสตร์อินเดียอธิบายว่า ชื่อทัชมาฮาล เป็นคำที่เลือนมาจากชื่อของ มุมตาส มาฮาล ที่แปลว่า ยิ่งใหญ่ • ในประวัติของมุมตาส มาฮาล แสดงให้เห็นความอ่อนโยนและเมตตากรุณาตลอดมา มุมตาสไม่เคยใช้อำนาจวาสนาในทางร้ายแรง มุมตาส ทำตนเป็นเพื่อนชีวิตที่ดีของชาห์ชาฮันอย่างแท้จริง ติดตามเสด็จไปทุกที่ที่ชาห์ชาฮันออกพระราชกรณียกิจแม้กระทั่งไปสงคราม มุมตาสก็ติดตามพระสวามีไปด้วยเสมอ มุมตาสมีความรู้เรื่องรัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ และยุทธศาสตร์เป็นอย่างดี ดั้งนั้น จึงได้เป็นที่ปรึกษาภารกิจของพระเจ้าชาห์ชาฮันทั้งการปกครองและการวางแผนการทำสงคราม • จนเมื่อมุมตาส มาฮาลคลอดลูกคนที่ 14 และสิ้นชีพนั้น มุมตาสมีอายุเพียง 39 ปี ในปี พ.ศ. 2172 นำความเศร้าโศกเสียใจแก่ชาห์ชาฮันอย่างสาหัส พระองค์ไม่ยอมเสวยพระกระยาหารเป็นเวลาถึง 7 วัน ได้แต่ทรงคร่ำครวญตลอดเวลา นับจากวันสิ้นพระชนม์ของมุมตาสนั้น ชาห์ชาฮันไม่ออกว่าราชการ ห้ามมีการบรรเลงดนตรีในพระราชวัง ห้ามแต่งเครื่องเพชรนิลจินดา และห้ามแต่งเครื่องแต่งกายสีอื่นนอกจากสีขาวอันเป็นสีไว้ทุกข์ และพระองค์ได้ให้ประชาชนทั่วราชอาณาจักรไว้ทุกข์ให้แก่พระนางมุมตาสเป็นเวลา 2 ปี โดยมีคำสั่งถ้าผู้ใดขัดขืนก็ให้ฆ่าทิ้งเสีย • ในปีที่มุมตาสสิ้นพระชนม์นั่นเอง ชาห์ชาฮันได้สั่งหาช่าง ทั้งในอินเดียและในประเทศใกล้เคียง คือ เปอร์เซีย อาหรับ และตุรกี คิดรูปเสนอแบบที่ฝังศพพระชายา ซึ่งทรงได้แบบมาหลายแบบ ซึ่งเป็นแบบที่ทำด้วยไม้ แต่ชาห์ชาฮันได้ทรงเลือกแบบจากสถาปนิกชาวตุรกี ชื่อ อิสา อาฟันดี มาสร้างทัชมาฮาลนี้ และได้ระดมช่างและคนงานมาจากที่ต่างๆ มาเป็นจำนวนมาก ถึงกับต้องสร้างเมืองให้คนเหล่านั้น ให้ชื่อว่าเมืองมุมตาสบาด แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อเมือง ทัชคันช์ • หลังจากที่สร้างทัชมาฮาลเสร็จแล้ว ชาห์ชาฮันก็อยู่ในราชสมบัติต่อมาได้อีก เพียง 7 ปีเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่า ภายหลังที่สร้างทัชมาฮาลเป็นที่ฝังศพพระชายาแล้ว ชาห์ชาฮัน ก็ใฝ่ฝันที่จะสร้างที่ฝังศพของตัวเองไว้ที่ฝั่งแม่น้ำยมนาอีกฟากหนึ่ง ให้เป็นปราสาทคู่กับทัชมาฮาล และปราสาทหลังใหม่นี้ จะสร้างด้วยหินอ่อนสีดำล้วนเพื่อให้คู่กับทัชมาฮาล ซึ่งทำด้วยหินอ่อนสีขาวล้วน แต่โอรังเซบ พระโอรสของพระองค์ เกรงว่าพระบิดาจะใช้เงินของคลังหลวงเสียหมด เมื่อตนขึ้นครองราชย์จะไม่มีเงินแผ่นดินเหลือไว้ โอรังเซบจึงจับพระบิดาขังไว้ ในปีพ.ศ. 2202 แล้วตั้งตัวเองขึ้นครองราชย์แทน ชาห์ชาฮันถูกขังอยู่ 7 ปี สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.2209 โอรังเซปไม่ยอมสร้างที่ฝังพระศพไว้ให้กับชาห์ชาฮัน จึงนำศพพระบิดาไปฝังข้างศพพระมารดา ไว้ที่ปราสาททัชมาฮาลนั่นเอง • ทุกวันนี้ ทัชมาฮาลยังได้รับการกล่าวขานไปทั่วโลกว่า เป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ที่มีทั้งความงามและความลงตัว การชมทัชมาฮาลในเวลาที่ต่างกัน อาจทำให้เห็นทัศนียภาพและได้อารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกัน | |||
ทัชมาฮาล | ทัชมาฮาล | ทัชมาฮาล | ทัชมาฮาล |
ทัชมาฮาล | ทัชมาฮาล | ทัชมาฮาล | |
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
บันไดสเปน
บันไดสเปน (Spanish Steps หรือ Piazza di Spagna ในภาษาสเปน) เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป เคยเห็นในรายการโทรทัศน์ว่าช่างเป็นบันไดที่สวยเหลือเกิน ตกแต่งไปด้วยพุ่มดอกไม้สีสันสวยงามจนผู้เขียนต้องมาเห็นกับตาตัวเองให้ได้ แต่พอมาแล้วไม่ยักเจอดอกไม้ แถมโชคไม่ดีที่ตึกแบ็กกราวด์ด้านหลังมีนั่งร้านต่อขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมจนบดบังความสวยงาม เสียดายมาก คงต้องกลับมาแก้มือใหม่ค่ะ
ที่มาของชื่อบันไดสเปนเพราะว่าสถานทูตประเทศสเปนเคยอยู่แถวนี้มาก่อนเลยยืมชื่อมาใช้เรียกจตุรัสนี้เสียเลย จะมานั่งหรือเดินแถวนี้ก็ให้ระวังมิจฉาชีพรูปแบบต่างๆ นะคะ ทั้งล้วงกระเป๋า หรือชวนเราคุย หลอกล่ออะไรเราก็ตาม Just Say No เดินหนีไปเลยดีกว่าค่ะ คนมากก็ต้องระวังกระเป๋าและของมีค่าที่พกพามาด้วยมากๆ เพราะย่านนี้คนเยอะมากค่ะ
นอกจากความสวยงามอลังการกว้างขวางของบันไดสูง 138 ขั้นที่ล้อมรอบไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงามแล้ว จตุรัสนี้ยังต่อตรงกับถนน Via Condotti ที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมมากมาย ทั้ง Dior, Prada, Gucci, Amarni, Valentio, Versace, Fendi, Ferragamo, Cartier, Bulgari (เตรียมขยายวงเงินบัตรเครดิตด้วยนะคะ ถ้าตั้งใจมาช็อป) ช็อปเหนื่อยแล้วก็แวะนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่เกร็กโก ร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงโรมได้นะคะ
สำหรับผู้เขียน บอกได้เลยว่าสถานที่นี้เหมาะกับการ People Watching หรือนั่งดูคนมากเลยทีเดียว เพราะมีผู้คนหลั่งไหลมานั่งและเดินผ่านไปมากมาย ทั้งนักท่องเที่ยวเองและผู้คนท้องถิ่น เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวามากอีกแห่งหนึ่ง
** กฏเกณฑ์ที่สำคัญ** ในการมานั่งที่บันไดนี้ คือ ห้ามกินไอศกรีม! เนื่องจากบันไดสเปนเป็นอีกหนึ่งฉากที่ถ่ายทำในภาพยนตร์ชื่อดัง (ปี 1953) เรื่อง Roman Holiday ทำให้หนุ่มสาวหลายคู่เลียนแบบคู่พระเอกนางเอกมานั่งจู๋จี๋กินไอติมกันมากมายจนทำให้บันไดเปรอะเปื้อนสกปรก ทำให้ต้องออกกฎหมายห้ามค่ะ ทุกวันนี้ไม่มีใครกินไอติมค่ะ มีแต่สูบบุหรี่ คนที่นี่สูบบุหรี่กันจัดมาก!
การสร้างน้ำพุของชาวโรมันถือเป็นวัฒนธรรมและธรรมเนียม ไปทางไหนก็ต้องเจอน้ำพุค่ะ (คงประมาณที่เมืองไทยเราหันไปทางไหนก็มีแต่วัดวาอารามนั่นแหละ) ถึงขนาดที่ว่ามีหนังสือท่องเที่ยวที่ระบุถึงแต่การเยี่ยมชมน้ำพุต่างๆ เลยนะคะ แม้แต่บันไดสเปนยังมีน้ำพุด้านหน้าเลย และแน่นอน ภายในน้ำพุก็มีเหรียญอธิษฐานขอพรกันไม่ต่างจากน้ำพุอื่นๆ (แต่ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงเพื่อการกลับมาเยือนกรุงโรมอีกเหมือนอย่างน้ำพุเทรวี)
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558
ไมเคิลเเอนเจลโล กับผลงานสร้างชื่อ
ไมเคิลเเอนเจลโล หรือมีเกลันเจโล ดี โลโดวีโก บูโอนาร์โรตี ซีโมนี (Michelangelo di Lodovico Buonarroti Simoni)
ไมเคิลเเอนเจลโล เป็นจิตรกร สถาปนิก และประติมากรชื่อดังชาวอิตาลี ศิลปินที่เข้าถึง 3 ศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก เขาไม่เป็นเพียงผู้ที่เข้าถึงแต่เพียงศาสตร์ด้านวิจิตรศิลป์ แต่เขายังเข้าถึงความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม และประติมากรรมอีกด้วย เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคมค.ศ. 1475 และเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ ภายหลังเป็นผู้สร้างประติมากรรมหินอ่อนชื่อกระฉ่อนโลกนามว่า เดวิด (David)
เมื่ออายุ 26 ปี ไมเคิลเเอนเจลโล ได้สร้างประติมากรรมรูปเดวิด จากหินอ่อนก้อนมหึมาและถูกทิ้งไว้กลางเมืองฟลอเรนซ์เป็นเวลาหลายปี จึงกลายเป็นที่ฮือฮาของชาวเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีใครกล้าพอที่จะแตะต้องมัน ความสำเร็จหลังจากงานชิ้นนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วอิตาลี
ไมเคิลเเอนเจลโล เป็นคนที่เกลียดเลโอนาร์โด ดา วินชี ทั้งที่ไมเคิลแอนเจลโล มีอายุน้อยกว่าดาวินชีถึง 23 ปี และไม่ค่อยได้พบกันบ่อยนัก อาจเพราะคล้ายกับ "การที่เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้"
ตอนอายุได้ 30 ปี เขาได้ถูกเชิญให้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้ง หลังจากที่หนีออกไปเพราะมีปัญหากับพระสันตะปาปาจูลิสอุสที่ 2 จากเหตุสร้างหลุมฝังศพให้กับสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 นั่นเอง แต่ท่านก็ไม่ได้เอาความกับไมเคิลแอนเจลโลเลย เขาเป็นสถาปนิกคนสำคัญในการสร้างมหาวิหารนักบุญเปโตรที่กรุงโรม ที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโดม
ท่านใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่ในกรุงโรม ตลอด 30 ปี ช่วงนี้นั้นเองที่ท่านเขียนภาพระดับโลกไว้มากมาย โดยเฉพาะ The Last Judgement (Last Judgment) ซึ่งไมเคิลแอนเจลโล ใช้เวลาในการเขียนภาพขนาดยักษ์นี้นานถึง 6 ปี ส่วนในรายละเอียดภาพเป็นอย่างไร ติดตามอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้เลยค่ะ http://board.postjung.com/724593.html
ไมเคิลแอนเจลโล เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 90 ปี สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ซึ่งมีความชอบพอต่อไมเคิลแอนเจลโล และผูกพันเป็นอย่างมาก ถึงกับกล่าวว่า "พระองค์ทรงยินดีบั่นทอนชีวิตของท่านลง เพื่อแลกกับชีวิตของไมเคิลเเอนเจลโล ให้ยืนยาวออกไปอีก"
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เมืองในประวัติศาสตร์
ชื่อเดิม สองแคว ชื่อปัจจุบัน จังหวัดพิษณุโลก
ชื่อเดิม ศรีสัชนาลัย ชื่อปัจจุบัน จังหวัดสุโขทัย
ชื่อเดิม สระหลวง,โอฆะบุรี ชื่อปัจจุบัน จังหวัดพิจิตร
ชื่อเดิม ฉอด ชื่อปัจจุบัน จังหวัดตาก
ชื่อเดิม แม่ละเมา ชื่อปัจจุบัน ต.แม่ละเมา อ.แม่สอด จังหวัดตาก
ชื่อเดิม พิชัย ชื่อปัจจุบัน อ.พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์
ชื่อเดิม ทุ่งยั้ง,ศรีนพวงศ์ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดอุตรดิตถ์
ชื่อเดิม ชากังราว,นครชุม ชื่อปัจจุบัน จังหวัดกำแพงเพชร
ชื่อเดิม วิเศษไชยชาญ ชื่อปัจจุบัน อ.วิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง
ชื่อเดิม อโยธยา ชื่อปัจจุบัน จังหวัดอยุธยา
ชื่อเดิม ละโว้ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดลพบุรี
ชื่อเดิม บางระจัน ชื่อปัจจุบัน อ.บางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
ชื่อเดิม ศรีวิชัย,นครไชยศรีทวาราวดี ชื่อปัจจุบัน จังหวัดนครปฐม
ชื่อเดิม แปดริ้ว ชื่อปัจจุบัน จังหวัดฉะเชิงเทรา
ชื่อเดิม อู่ทอง ชื่อปัจจุบัน อ.อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
ชื่อเดิม ดอนเจดีย์ ชื่อปัจจุบัน อ.ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ชื่อเดิม หนองสาหร่าย ชื่อปัจจุบัน ต.หนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี
ชื่อเดิม สามโคก ชื่อปัจจุบัน จังหวัดปทุมธานี
ชื่อเดิม พระบาง,ปากน้ำโพ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดนครสวรรค์
ชื่อเดิม หริภุญไชย ชื่อปัจจุบัน จังหวัดลำพูน
ชื่อเดิม เขลางค์ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดลำปาง
ชื่อเดิม เวียงพิงค์ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อเดิม เงินยาง ชื่อปัจจุบัน อ.เชียงแสน จังหวัดเชียงราย
ชื่อเดิม สาครบุรี ชื่อปัจจุบัน จังหวัดสมุทรสาคร
ชื่อเดิม เสมา,โคราช ชื่อปัจจุบัน จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อเดิม พิมาย ชื่อปัจจุบัน อ.พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อเดิม ขุขันธ์ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดศรีษะเกษ
ชื่อเดิม ไชยา ชื่อปัจจุบัน จังหวัดสุราษฎ์ธานี
ชื่อเดิม ศิริธรรมนคร ชื่อปัจจุบัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อเดิม ถลาง ชื่อปัจจุบัน จังหวัดภูเก็ต
ชื่อเดิม คลองวาน ชื่อปัจจุบัน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ชื่อเดิม ไชยนารายณ์ ชื่อปัจจุบัน จังหวัดเชียงราย
ชื่อเดิม นันทบุรี ชื่อปัจจุบัน จังหวัดน่าน
ชื่อเดิม บ้านตลาดแก้ว ชื่อปัจจุบัน จังหวัดนนทบุรี
ชื่อเดิม ดอนมดแดง ชื่อปัจจุบัน จังหวัดอุบลราชธานี
วิหารพาร์เธนอน PARTHENON
วิหารพาร์เธนอน PARTHENON

คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของสถาปนิกในสมัยนั้นและถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และ ยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร
คำว่า พาร์เธนอน นั้นน่าจะมาจากประติมากรรมที่เคยตั้งอยู่ภายในวิหาร คือ Athena Parthenos ซึ่งมีความหมายว่า เทพีอันบริสุทธิ์

ตามตำนานกรีกเล่าว่า ที่มาของชื่อเมืองเอเธนส์ (Athens) นั้น มาจากการที่ชาวกรีกจะตั้งชื่อเมืองแต่ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร โพไซดอน เทพแห่งมหาสมุทร ผู้มีศักดิ์เป็นลุงของอธีนา ใช้ตรีศูลอาวุธของตนสร้างม้าขึ้นมา(บ้างก็ว่าสร้างน้ำพุขึ้น) ชาวเมืองต่างพากันชื่นชมม้าเป็นอันมาก แต่เทพีอธีนาได้เนรมิตต้นมะกอกขึ้นมา ซึ่งสามารถใช้ผลเป็นประโยชน์ได้ นอกจากนี้ มะกอก ยังเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ในขณะที่ม้าเป็นสัญลักษณ์ของสงคราม ชาวเมืองจึงตกลงใช้ชื่อเมืองว่า เอเธนส์ ตามชื่อของพระนาง และมะกอกก็กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอันดับหนึ่งของกรีซมาจนปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า อธีนา เป็นเทพที่ชาวกรีกให้ความนับถือมากที่สุดก็ว่าได้ ในสมัยโบราณมีการสร้างมหาวิหารเพื่อถวายแด่พระนาง คือ วิหารพาเธนอน ซึ่งตั้งอยู่ที่เนินอะโครโปลิส ที่กรุงเอเธนส์ในปัจจุบัน ในการท่องเที่ยวของกรีซ จะพบรูปปั้นขนาดเล็กของอธีนาขายเป็นที่ระลึกอยู่ทั่วไป ในวัฒนธรรมสมัยนิยมก็ถูกอ้างถึงในการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นต้น เช่น เรื่อง เซนต์เซย่า เมื่ออธีนาได้จุติลงมาเป็นเด็กผู้หญิงที่ชื่อ คิโด ซาโอริ ทำหน้าปกป้องโลกจากเทพองค์อื่น ๆ ที่มีความปรารถนาจะครองโลก ซึ่งเป็นตัวเอกฝ่ายหญิงของการ์ตูนเรื่องนี้ทีเดียว
วิหารพาร์เธนอนเป็นวิหารที่ถูกสร้างขึ้นโดยสร้างตามการริเริ่มของเพริเคิล ผู้นำกรุงเอเธนส์ในสมัยนั้น และสร้างโดยมีประติมากรฟีเดียสเป็นผู้ควบคุมงาน การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ 447 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงแม้ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 438 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการตกแต่งเพิ่มเติมอีก 5 ปี เพื่ออุทิศแด่เทพีอาธีนาซึ่ง ซึ่งเป็น เทพีประจำเมืองเอเธนส์แต่ไหนแต่ไรมา คำว่า “พาร์เธนอน” แปลว่าห้องแห่งเทพีพหรมจารี (Hall of the virgin goddess) วิหารโบราณแห่งนี้มีความเก่าแก่มากกว่า 2,600 ปี ตั้งอยู่อะโครโปลิส (แปลว่าจุดสูงสุดของเมือง) ใจกลางกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งแม้ว่าวิหารพาร์เธอนอนจะเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพัง แต่เราก็ยังสามารถที่จะจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตได้เป็นอย่างดี
เนินอะโครโปลิสที่เป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนนี้อยู่บนเนินเขาพัลลาส(Pallas) ซึ่งสูงจากพื้นราบ 60-70 เมตร พื้นที่บนยอดเขาประมาณ 45,000 ตารางเมตร ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 ก่อน คริสตกาล (1,400 ปี ก่อน คริสตกาล) ก็มีการสร้างพระราชวังบนเนินแห่งนี้แล้ว โดยที่วิหารพาร์เธนอนที่เห็นเป็นซากอยู่ในปัจจุบันเป็นวิหารรุ่นที่ 3 ที่สร้างทับซ้อนบนรากฐานเดิมของวิหารรุ่นที่ 2 ก่อนหน้า วิหารรุ่นแรกนั้นสร้างเมื่อประมาณ 500 กว่าปี ก่อนคริสตกาล และได้พังทลายลงไป จึงได้มีการเริ่มสร้างรุ่นที่ 2 ขึ้นในปี 490 ก่อนคริสตกาล แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเพราะได้ถูกกองทัพของพวกเปอร์เซียเผาทำลายไปอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จดี แต่ว่าชาวเอเธอส์ก็ยังไม่ละความพยายามในการสร้าง วิหารพาร์เธนอนจึงเริ่มก่อสร้างอีกครั้งเป็นรุ่นที่ 3 ประมาณช่วงปี 447 ก่อน ค.ศ. ซึ่งนับเวลาจนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ ประมาณ 2,500 ปี เห็นจะได้ วิหารพาร์เธนอนถูกสร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ขนาดยาวประมาณ 70 เมตร กว้าง 30 เมตร ด้านกว้างประกอบด้วยด้วยเสา 8 ต้น ด้านยาว 17 ต้น เสาแต่ละต้นสูง 10.5 เมตร ลักษณะของเสาเป็นลักษณะเฉพาะคือจะปล่องออกตรงกลางซึ่งเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 2 เมตร และ ตรงปลายทั้งสองด้านเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 1.5 เมตร โดยในการก่อสร้างเสาแต่ต้น ชาวเอเธนส์จะแบ่งเสาเป็นข้อๆ เหมือนเค๊ก แล้วมาวางซ้อนกัน 10 -12 ชั้น
อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าวิหารพาร์เธนอนที่เห็นอยู่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเป็นรุ่นที่ 3 โดยมันถูกสร้างเมื่อปี 447 ก่อน ค.ศ. และไปแล้วเสร็จในปี 438 ก่อน ค.ศ. แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เหมือนตามที่ผู้สร้างตั้งใจไว้ จึงใช้เวลาอีก 5 ปีในการแกะสลักรูปปั้นเพื่อไปประดับ วิหารพาร์เธนอนอีก รวมระยะเวลาที่ใช้ทั้งหมด ก็ 14 ปี
การก่อสร้าง
วิหารพาร์เธนอนสร้างตามการริเริ่มของเพริเคิล ผู้นำกรุงเอเธนส์ในสมัยนั้น และสร้างโดยมีประติมากรฟีเดียสเป็นผู้ควบคุมงาน การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ 447 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงแม้ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 438 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการตกแต่งเพิ่มเติมอีก 5 ปี บัญชีส่วนหนึ่งของการก่อสร้างครั้งนี้หลงเหลืออยู่ และแสดงให้เห็นว่างานที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด คือ การขนย้ายหินจากเขาเพนเทลิกัส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ไปกว่า 16 กิโลเมตร
วิหารพาร์เธนอนมีขนาดกว้าง 30.9 เมตร ยาว 69.5 เมตร (101.4 × 228.0 ฟุต) เสาภายนอกแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.9 เมตร (6.2 ฟุต) และสูง 10.4 เมตร (34.1 ฟุต) เสาที่หัวมุมของวิหารจะมีขนาดใหญ่กว่าเสาอื่นๆ เล็กน้อย หลังคาปูด้วยหินอ่อนซ้อนกัน
เมื่อนำขนาดของวิหารนี้มาคำนวณเป็นอัตราส่วน จะพบว่าหลายๆ แห่งเป็นอัตราส่วนทองคำ เสาด้านหน้าจะมี 8 ต้น และด้านข้างจะมี 17 ต้น
การเปลี่ยนแปลง
พาร์เธนอนยังคงเป็นวิหารมากว่าพันปีนับจากเสร็จสิ้นการก่อสร้าง ซึ่งถือว่ามีอายุเก่าแก่มาก หลังจากนั้นพาร์เธนอนจึงกลายเป็นโบสถ์คริสเตียน ในปี ค.ศ. 1456 เอเธนส์ตกเป็นของจักรวรรดิออตโตมัน พาร์เธนอนจึงถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ในระหว่างนี้ มีการครอบครองอาณาจักรกันมากมาย วิหารพาร์เธนอนแห่งนี้จึงเปลี่ยนเป็นสถานที่ทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ของอาณาจักรที่เป็นใหญ่ในขณะนั้น และมีการบูรณะรักษาสถานที่แห่งนี้อยู่หลายครั้ง ภายหลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2004 มีการบูรณะวิหารพาร์เธนอนครั้งใหญ่เนื่องจากประเทศกรีซได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันโอลิมปิกซึ่งแน่นอนว่าจะมีพิธีเปิดที่วิหารพาร์เธนอน
เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลก
แหล่งมรดกโลกอาโครโปลิสแห่งเอเธนส์ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยมีเหตุผลตามเกณฑ์การพิจารณาคือ
- เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
– เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวนและภูมิทัศน์ ตลอดจนการ พัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
– เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว – เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อ สร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
– มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557
โคลอสเซียม (Colosseum)
โคลอสเซียม (Colosseum) เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเวสปาเรียน จักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ขึ้นใหม่สำหรับตระกูลของพระองค์ จึงริเริ่มโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาขึ้น โดยโคลอสเซียมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น
และนี่ทำให้โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬาของโรมที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่มีการสร้างขึ้น ด้วยทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะไปจนถึงเชิงเทียนทองคำแท้ที่โรมปล้นมาจากการยึดพระวิหารที่เยรูซาเลม มันจุผู้คนได้ราว 55,000 คน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ซึ่งถูกเผาไปในรัชสมัยของ จักรพรรดิเนโรด้วย
การสร้างชั้นเลิศของโรมที่ใช้คอนกรีตที่ทำมาจากทรายภูเขาไฟเท่านั้น จึงทำให้ สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตซึ่งสูงถึง 160 ฟุตนี้ได้สำเร็จ เพราะมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กลายเป็นวัสดุพิเศษและสามารถแข็งตัวได้แม้กระทั่งในน้ำ
แม้จะมีขนาดใหญ่และจุคนได้มากมายขนาดนั้น แต่ด้วยโถงทางเดินและบันไดซึ่งนำไปสู่ทางเข้า 76 ช่องทางก็สามารถทำให้ผู้ชม 55,000 คน ไปสู่ที่นั่งของตนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ยังไม่รวมทางเดินใต้ดินที่เหมือนกับเขาวงกต ห้องโถงต่างๆ ที่มีไว้ให้นักสู้เตรียมตัวและเตรียม!ป่าให้พร้อม และเวทีที่ยกขึ้นด้วยรอกเพื่อปิดบังประตูกลบนพื้นสังเวียน ที่ช่วยความตื่นเต้นให้กับผู้ชม
หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 79 ไทตัส พระโอรสของพระองค์เองก็ขึ้นสืบทอดราช บัลลังก์ต่อมา ไทตัสตัดสินพระทัยที่จะสร้างความนิยมในหมู่ประชาชนด้วยการนำเสนอการแข่งขันในพิธีเปิดโคลอสเซียมที่ยิ่งใหญ่อลังการ และดูเหมือนว่าวิธีการนี้จะได้ผล
เพราะการแข่งขันที่ยาวนานกว่า 100 วัน ในครั้งนั้นทำให้ไทตัสเป็นจักรพรรดิที่ได้รับความนิยมสูงสุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โรม แต่การครองราชย์ของพระองค์นั้นสั้นกว่าของพระบิดามาก เพียงแค่หกเดือนหลังจากการแข่งขันรอบปฐมฤกษ์พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวรลึกลับ
การต่อสู้แบบกลาดิเอเตอร์เริ่มขึ้นในฐานะพิธีกรรมในงานศพของพลเมืองที่มั่งคั่ง หลังจากผ่านไปหลายศตวรรษ มันได้พัฒนาเป็นความบันเทิงที่ได้รับความนิยม !ป่ามากมายถูกฆ่าในการต่อสู้ชนิดนี้ จนถึงกับทำให้!หายากบางชนิดสูญพันธุ์ไปจริงๆ
ฮิปโปโปเตมัสไม่มีการพบอีกเลยในอียิปต์ ช้างตายไปจากภาคเหนือของแอฟริกา และสิงโตก็หายไปจากภูมิภาคตะวันออกใกล้
เป็นเวลากว่า 500 ปีที่การต่อสู้เอาเป็นเอาตายในสังเวียน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่สามัญชน ได้ครอบงำสังคมโรม นักสู้แต่ละคนที่ก้าวเข้ามาจะต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งต่อหน้าผู้ชม 55,000 คนที่โห่ร้องด้วยความสะใจ
แม็กซิมัสตัวละครที่แต่งขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง Gladiator อาจไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง แต่หนึ่งในนักสู้ที่ผ่านสังเวียนแห่งนี้มามากมาย ชื่อของเวรัส กลับเป็นนักสู้เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
เวรัสเกิดมาเป็นเสรีชน แต่เขาถูกจับในปี ค.ศ. 76 ที่ชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรโรม เขาถูกนำตัวกลับมายังอิตาลีและถูกบังคับให้เป็นทาส เวรัสทำงานอยู่ในเหมืองหนึ่งปีก่อนจะฉวยโอกาสหนีจากการงานอันตรากตรำของทาสในเหมืองหิน และถูกนำไปเป็นนักสู้ฝึกหัด
เขาเข้ารับการฝึกเพื่อจะเรียนรู้เทคนิคอัน ซับซ้อนและต้องใช้ฝีมืออย่างสูงของนักสู้กลาดิเอ เตอร์ เวรัสหล่อหลอมมิตรภาพกับนักสู้ฝึกหัดคนอื่นๆ และเรียนรู้ว่าชีวิตของกลาดิเอเตอร์นั้นอาจจะโสมม ป่าเถื่อน แต่เขาก็เรียนรู้เช่นกันว่าหากมีโชค ฝีมือและความกล้าหาญสุดหัวใจ นักสู้ในสังเวียนก็สามารถโด่งดัง ร่ำรวย ดึงดูดสตรีมากมายให้มาหลงใหล ในที่สุดเวรัสก็สามารถไต่อันดับขึ้นมาและกลายเป็นนักสู้ในสังเวียนที่โด่งดังจนได้
นักสู้กลาดิเอเตอร์จะถูกแบ่งเป็น 10 ระดับ โดยนักสู้ระดับสูงสุดจะได้รับเงินจากการต่อสู้ครั้งเดียวเป็นเงินมากกว่า 15 เท่าของรายได้ทั้งปีของทหารราบ ขณะที่นักสู้ในสังเวียนมีมากกว่า 12 ประเภท ซึ่งรวมถึงมูร์มิลลอสที่ถือโล่ขนาดใหญ่และดาบเล่มยาว ธราเชียนซึ่งต่อสู้เหมือนคนกรีก และ เรทาริอัส ซึ่งใช้แหและสามง่ามเป็นอาวุธ
แม้ว่านักสู้ในสังเวียนส่วนมากจะเป็นทาส แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่สองนักสู้กลาดิเอเตอร์มากกว่าหนึ่งในสามเป็นคนที่สมัครใจเข้ามา โดยมีชื่อเสียงและความมั่งคั่งเป็นสิ่งล่อใจ และการต่อสู้ทุกครั้งก็ไม่ได้จบลงด้วยความตายเสมอไป พวกเขามีโอกาสที่ดีที่จะเอาชีวิตรอด และหลายคนก็อำลาสังเวียนไปหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้
สำหรับคนที่เสียชีวิตพวกนักสู้ในสังเวียนได้ร่วมกันตั้งชมรมฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อจ่ายเงินสำหรับการทำศพแก่นักสู้ที่เสียชีวิต พวกเขาเชื่อว่าถ้าไม่มีการทำศพอย่างถูกต้อง ผู้ที่ตายจะถูกสาปให้ เร่ร่อนเป็นผีอยู่ในโลกตลอดไป
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557
Pastis
Pastis หรือปาสติส เป็นเครื่องดื่มประจำชาติอย่างหนึ่งของฝรั่งเศส ส่วนผสมหลักๆ คือรากชะเอมกับน้ำตาล แต่ปัจจุบันนิยมใส่แอลกอฮอลล์ลงไปด้วย สำหรับเวลาดื่ม ต้องผสมกับน้ำเปล่าก่อน คนที่เคยชิมว่ากันว่ารสชาติคล้ายๆ ลูกอมแฮ็คส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)