วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ข้าวซอยไก่

khaao saawy gai ; สูตรทำข้าวซอยไก่)


This dish (Khao Soi Recipe) takes us back in time to the mid-19th century. The trade caravans were trailing the jungles of northern Thailand along the ancient routes between India and China. Those long caravans were carrying wealth of exotic goods, leaving rich aroma of spices and the sweet scent of opium as they passed.
The men on this long line of between fifty and one hundred mules would be Yunnanese Muslim Chinese, who dominated the trade routes and began to settle in Chiang Mai and the main towns of north Thailand at that time.
The Yunnanese, or the Ho people (จีนฮ่อ) as they generally called, were referring to themselves as ‘haan jeuu yen’ (หานจื้อเย่น) and ‘yuunnaan yuuh’ (ยูนนานเย่อ). They established settlements, build Mosques and opened Halal restaurants were fellow Muslim traders could spend the night indoors and exchange latest information and news with other caravan traders over cooked halal dinner.
Khao Soi is believed to be introduced to the northern Thai cuisine by the Ho people at those eateries.
Ho Caravan in the hills of the Golden Triangle c 1895 [Source: cpamedia.com]
The perfectly cooked flat egg noodles along with the soft textured, moist and tender meat, are basking in a mildly spiced broth with a creamy texture of coconut cream. This heavenly mixture is beautifully tinted with turmeric and release the noble aroma of black cardamom.
The pickled cabbage, shallots and lime juice cut through the coconut’s richness in a playful hint of sourness and lastly, the deep fried egg noodles which top the dish add an addictive crunch.
อาหารจานนี้มีประวัติยาวนาน ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณกลางยุคศตวรรษที่ 19 มีขบวนคาราวาน เดินทางระหว่างอินเดีย และ จีน โดยเส้นทางได้ผ่านทางภาคเหนือของไทย ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนมุสลิม หรือ ที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “ชาวจีนฮ่อ” โดยพวกเขาได้สร้างที่พัก หมู่บ้าน มัสยิด และ ร้านอาหารมุสลิมขึ้นมา ซึ่งพ่อค้าที่ผ่านไปมา สามารถพักผ่อน รับประทานอาหารมุสลิม และ แลกเปลี่ยน พูดคุยซึ่งกันและกันได้ ทำให้ข้าวสอยเริ่มเป็นที่นิยมกับชาวเหนือตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา
5.0 from 1 reviews
Khao Soi Recipe, Northern Style Curried Noodle Soup with Chicken
(khaao saawy gai ; สูตรทำข้าวซอยไก่)
 
Prep time
Cook time
Ready In
 
This dish takes us back in time to the mid-19th century. The trade caravans were trailing the jungles of northern Thailand along the ancient routes between India and China. Those long caravans were carrying wealth of exotic goods, leaving rich aroma of spices and the sweet scent of opium as they passed.
By:
Recipe type: Curry
Cuisine: Thai
Serves: 6

Ingredients

 
Ingredients
  • 6 chicken thighs (about 600gr)
  • 3 cups coconut milk
  • 3 cups coconut cream
  • ½ cup Khao Soi curry paste (see below)
  • 3 tablespoons light soy sauce
  • 1 tablespoon dark soy sauce
  • flat wheat flower egg noodles (about 50-75 gr for each serving)
  • oil for deep frying
Ingredients - Khao Soi curry paste
  • 10 dried long chilies, deseeded (about ½ cup)
  • 1 tablespoon black cardamom seeds
  • 2 tablespoon coriander seeds
  • 3 tablespoon ginger juliennes
  • 10 small shallots (about ½ cup)
  • 4 medium coriander roots (about 2 tablespoons)
  • 1 tablespoon fresh turmeric (about 10 slices)
  • 1 tablespoon salt
  • ½ tablespoon curry powder
Ingredients - Garlic oil
  • 3 cloves garlic, medium size
  • 4 tablespoon oil
Side servings
  • boiled egg
  • sour pickled green mustard
  • shallots
  • lime wedge
  • deep fried and ground dry chilies
ส่วนผสม
  • น่องไก่ 6 ชิ้น (ประมาณ 600 กรัม)
  • หางกะทิ 3 ถ้วย
  • หัวกะทิ 3 ถ้วย
  • เครื่องพริกแกงข้าวสอย ½ ถ้วย
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • บะหมี่เหลืองเส้นแบน 2 ก้อน (ต่อ 1 คน)
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด
ส่วนผสมเครื่องน้ำพริกแกงข้าวซอย
  • พริกแห้งเม็ดใหญ 10 เม็ด (แกะเมล็ดออก)
  • เม็ดชะโก 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 2 ลูก) (ชะโกมีหลายชื่อ เช่น กระวานดำ เฉาก๊วยจี๊ เป็นต้น)
  • ลูกผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
  • ขิงแก่ซอย 3 ช้อนโต๊ะ
  • หอมแดงลูกเล็ก 10 ลูก
  • รากผักชี 4 ราก (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)
  • ขมิ้นสดซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงกระหรี่ ½ ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมกระเทียมเจียว
  • กระเทียมกลีบใหญ่ 3 กลีบ ซอยบาง ๆ
  • น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ
เครื่องเคียงมี
  • ไข่ต้ม
  • ผักกาดดองเปรี้ยว
  • หอมแดงซอย
  • มะนาวหั่นเป็นชิ้น
  • พริกแห้งป่นทอด
Method
  1. Start by roasting on low heat each of the ingredients to prepare the curry paste.
    เริ่มทำน้ำพริกเครื่องแกงข้าวซอย โดยคั่ววัตถุดิบที่ละอย่างด้วยไฟอ่อนจนหอม และ ไหม้เล็กน้อย
  2. Roast the deseeded dry chilies until charred and set aside.
    คั่วพริกแห้ง และพักเอาไว้
  3. Roast together the coriander seeds and the black cardamom until fragrant and set aside.
    คั่วเม็ดชะโก กับ ลูกผักชีจนหอม และพักเอาไว้
  4. Roast the ginger juliennes until slightly charred and set aside.
    คั่วขิง และพักเอาไว้
  5. Roast the shallots until charred and set aside.
    คั่วหอมแดง และพักเอาไว้
  6. Roast the coriander roots until charred and set aside.
    คั่วรากผักชี และพักเอาไว้
  7. Roast the fresh turmeric until charred and set aside.
    คั่วขมิ้นสด และพักเอาไว้
  8. Put the charred chilies in a pastel and mortar with a salt
    นำเอาพริกแห้งคั่ว ลงโขลกในครกกับเกลือ
  9. Pound the chili roughly.
  10. Add the roasted coriander seeds and black cardamom, and continue to pound everything together
    ใส่ลูกผักชีคั่วกับเม็ดชะโกคั่วลงไป โขลกต่อไป
  11. Add the curry powder
    เติมผงกระหรี่ลงไป
  12. Continue to pound all the ingredients to fine powder.
    โขลกต่อไปจนละเอียด
  13. Add the rest of the ingredients, the charred shallots, ginger, coriander roots and turmeric.
    ใส่หอมแดง ขิง รากผักชี และ ขมิ้น ลงไป
  14. Work everything to a fine and homogenous paste. Set aside.
    โขลกรวมกันทั้งหมด จนละเอียด และพักเอาไว้.
  15. In a pot, bring to a boil over medium heat 2 cups of coconut cream with 3 cups of coconut milk
    ตั้งหม้อไฟกลาง ใส่หัวกะทิ 2 ถ้วย และ หางกะทิ 3 ถ้วยลงไป
  16. When the coconut starts to crack, add the chicken thighs, and cook over medium heat for about 10 minutes.
    เมื่อกะทิเริ่มเดือดและแตกมันเล็กน้อย ใส่น่องไก่ลงไปต้มประมาณ 10 นาที
  17. When the coconut cream cracks, oil will float on top, collect about a ¾ cup of the oils and transfer it to a wok or a pan.
    ตักมันกะทิที่แตกให้ได้ประมาณ ¾ ถ้วย และใส่ลงไปในกระทะ
  18. Heat the cracked coconut on a medium heat, and fry the curry paste in it.
    ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่น้ำพริกแกงลงไปผัด
  19. Mix constantly until the curry paste is fragrant and thick. This stage is essential because it helps to melt together all the different flavors of the curry ingredient into a complete and round product.
    ผัดน้ำพริกแกงจนหอม
  20. Transfer the fried curry paste back to the pot where the chicken is cooking
    ตักน้ำพริกผัดที่ได้ ใส่ลงไปในหม้อที่กำลังต้มน่องไก่
  21. stir well
    คนให้เข้ากัน
  22. Lower the heat, cover the pot, and simmer over a low heat for about an hour or until the chicken is tender
    ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ปิดฝาหม้อและเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือ จนน่องไก่สุกเปื่อยดี
  23. Season with light soy sauce
    ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  24. Season with dark soy sauce
    ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ
  25. When the chicken is tender cooked, add about a cup of coconut cream, and bring to the boil. This last addition will improve the silkiness texture of the dish. Set aside.
    เติมหัวกะทิ 1 ถ้วย พักเอาไว้
  26. In a frying pan, add sliced garlic to cold oil, and over very low heat bring the garlic to a light golden color, remove from the heat. The garlic will keep frying in the residual heat. Set aside.
    ใส่กระเทียมลงไปในน้ำมันที่ไม่ร้อน จากนั้นตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนจนกระเทียมเริ่มมีสีเหลืองอ่อน ๆ จากนั้นปิดไฟ พักเอาไว้
  27. Shake and separate the fresh noodles on a working surface.
    สรงบะหมี่ 2 ก้อน
  28. Fry one batch of the noodles in hot oil until golden
    ทอดบะหมี่ 1 ก้อนในน้ำมันร้อนจนเหลืองกรอบ
  29. Place on paper towel to absorb excess oil. Set aside.
    ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน และพักเอาไว้
  30. Boil the second batch of noodles in hot water for less than a minute, until done.
    ลวกบะหมี่ 1 ก้อนในน้ำเดือด
  31. Strain and mix in about a teaspoon of the fried garlic oil. This will prevent the noodles from sticking to each other and creating a lump.
    ใส่น้ำมันกระเทียมเจียมลงไปในบะหมี่ เพื่อไม่ให้เส้นบะหมี่ติดกัน
  32. Transfer the noodles into a serving dish, place a chicken thigh next to it and pour over some of the curry soup. Garnish with the deep fried noodles, sour pickled green mustard, slice shallots , lime wedge boiled hard egg and fried and ground chilies.
    จัดเส้นบะหมี่ลงในชาม ตักน่องไก่ และ น้ำแกงราดลงไป โรยหน้าด้วยบะหมี่ทอดกรอบ
  33. Serve
    เสริฟพร้อมเครื่องเคียง หอมแดง ผักกาดดองเปรี้ยว ไข่ต้ม และ พริกแห้งป่นทอด

โมนาลิซ่า

โมนาลิซา
อมตะสตรีแห่งจักรวาล

ภาพโมนาลิซา

   ในโลก ใบนี้มีหญิงงามอยู่มากมาย แต่จะมีหญิงใดที่งามอมตะยาวนานกว่า   5 ศตวรรษ และทำให้ผู้คนทั่วโลกใฝ่ฝ้นจะได้ยลโฉม เธอหาใช่อิสตรีที่มีเสน่ห์เร่าร้อนด้วยอาภรณ์น้อยชิ้น หากแต่เธองามเย้ายวน ชวนหลงใหล ด้วยองค์ประกอบอันสมจริงดุจดั่งมีชีวิต ลึกลับซ่อนเร้นด้วยฝีแปรงอันประณีตละมุนละไม เธอคือหญิงงาม “โมนาลิซา” งานศิลปะชั้นเลิศ ที่ศิลปินอัจฉริยะ นาม เลโอนาร์โด ดาวินชี ได้รังสรรค์ขึ้นด้วยจิตวิญญาณ

โมนาลิซา คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซ็นติเมตร กว้าง 53 เซ็นติเมตร เธอถือกำเนิดขึ้นในคริสต์วรรษที่ 16 ระหว่างปี ค.ศ.1503-1507 (พ.ศ.2046-2050) ด้วยฝีแปรงของเลโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินเอกของโลก เขาใช้เวลาถึง 4 ปี จึงรังสรรค์เธอได้สำเร็จ
   ด้วยฝีแปรงดุจ ดั่งเนรมิตรความมหัศจรรย์ได้เกือบเทียบเทียมธรรมชาติ และสัดส่วนรูปทรงที่ถ่ายทอดได้อย่างไร้ที่ติ โมนาลิซาจึงได้รับคำชื่นชมและมีคนรู้จักมากที่สุดในโลก เธอน่าค้นหาและซ่อนเร้น โมนาลิซาดูทึบทึบราวกับเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกนึกคิดอันยากหยั่งถึง ดวงหน้าและแววตาดูร้อนรุ่มและสงบนิ่งในเวลาเดียวกัน รอยยิ้มของเธอมีเสน่ห์ยากจะเข้าใจ จนทำให้ภาพนี้ได้รับคำชื่นชมว่า  “เหมือนนางฟ้ามากกว่ามนุษย์” ความงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้ เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเลโอนาร์โด คือ ยอดอัจฉริยศิลปินตัวจริงของโลก

ลีโอนาร์โด ดาวินชี ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 ที่หมู่บ้านอังกีอาโน ไม่ไกลจากเมืองวินชี เมืองเล็กๆ ในแถบชนบทของทัสคานี สันนิษฐานว่าด้วยบรรยากาศอันงดงามของที่นี่นี้เองที่ทำให้หนูน้อยเลโอนาร์โด เริ่มรักและผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เขาบันทึกไว้ว่า “การเขียนภาพเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ทำให้สิ่งที่อธิบายไม่ได้ดูเหมือนจะอธิบายได้”

หากแต่ยังไม่มีใครอธิบายและสรุปได้ว่า โมนาลิซาในภาพนี้คือใคร

เป็นคำถามที่ผู้คนสงสัยและค้นหามากว่า 5 ศตวรรษ

ภาพดาวินซี
   ลีโอนาร์โด ดาวินชี ทิ้งเพียงรอยยิ้มอันลึกลับ เคลือบแคลงแฝงเร้นด้วยปริศนามากมายลงบนใบหน้าของเธอ เล่าลือกันว่านางในภาพคือ ลิซา เดล โจคอนดา ภรรยาพ่อค้าชาวฟลอเรนซ์ ชื่อ ฟรานเซสโก เดล โจคอนโด และกล่าวว่าขณะเขียนภาพ เลโอนาร์โดถึงกับไปว่าจ้าง นักร้อง นักดนตรี และตัวตลกมาให้ความบันเทิงแก่หญิงงามผู้เป็นแบบเพื่อให้เธอมีรอยยิ้มที่ ปราศจากความเศร้าหมอง  แต่ก็มีไม่น้อยที่แย้งว่าเป็นคนอื่น

   บางคนเชื่อว่า ภาพนี้ไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นภาพเหมือนจำแลงของเด็กหนุ่มรูปงามผู้ติดสอยห้อยตาม เพราะลีโอนาร์โดเองมีชื่อที่ถูกกล่าวขานกันว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ   จึงเกิดข้อสันนิษฐานนี้ขึ้น
   บาง ทฤษฎีเชื่อว่าเป็นภาพของเลโอนาร์โดเอง เพราะเป็นภาพที่เขานำติดตัวไปด้วยทุกที่จนเสียชีวิต หากมีผู้ว่าจ้างจริงภาพนี้คงตกอยู่ในมือของผู้ว่าจ้างไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สนับสนุนทฤษีนี้ยังกล่าวเสริมว่า ลายปักขดเชือกที่รอบคอเสื้อของ โมนาลิซา คือลายเซ็นลับของ ดาวินซีเอง เพราะในภาษาอิตาเลี่ยนคำว่า "ขดเชือก" จะตรงกับคำว่า "วินชีเร่" (Vincire) บางทีเธอผู้นี้อาจไม่มีตัวตนแต่เกิดจากซอกหลืบอันลึกลับในจิตใจของเขาเอง

   จริงๆ แล้วชื่อ  โมนาลิซา ไม่ได้ถูกตั้งโดยดาวินชี แต่ตั้งขึ้นโดย จอร์โจ วาซารี (Giorgio Vasari) ศิลปินและนักชีวประวัติชาวอิตาลี คำว่า โมนา (Mona) ในภาษาอิตาลี นั้นก็คือคำว่า มาดอนนา(madonna) หรือคุณผู้หญิง (my lady) หรือ มาดาม(Madam) ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นความหมายของชื่อนั้นก็คือ "มาดาม ลิซา" แต่ในปัจจุบัน บางครั้งก็จะใช้คำว่า มอนนา ลิซา(Monna Lisa) แทน เนื่องจากภาษาอิตาลีคำว่ามาดอนนานั้น ส่วนมากจะใช้คำย่อว่า มอนนา
   หลัง จากเลโอนาร์โดสิ้นชีวิต ผู้ครอบครองโมนาลิซาคนแรก คือ กษัตริย์ฝรั่งเศส ผู้ให้การอุปถัมน์ดาวินชีในปั้นปลายชีวิต ซึ่งพระองค์โปรดให้นำภาพไปประดับที่ห้องสรงในพระราชวังฟองแตนโบล แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองราชย์ ภาพโมนาลิซา ถูกย้ายมาพำนักในห้องพระบรรทมและมีชื่อเรียกอย่าง สนิทสนมว่า "มาดามลิซา"
   โม นาลิซาเคยโดนโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1911 กว่าจะค้นเธอพบและจับกุมขโมยได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ปรากฎว่าโจรใจกล้ารายนี้คือคนทำความสะอาดในพิพิทภัณฑ์นั่นเอง และสถานที่พบเธอก็คือบ้านเกิดของเธอ ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
   การ หายไปและกลับสู่พิพิธภัณฑ์อกีครั้ง ชวนให้ผู้คนพากันตั้งข้อสังเกตว่า รอยยิ้มของเธอเปลี่ยนไป เกิดข้อสันนิษฐานว่า เธออาจไม่ใช่โมนาลิซาตัวจริง อย่างไรก็ตามข้อสงสัยประเด็นนี้ก็ตกไปในที่สุด ปัจจุบันโมนาลิซาได้รับการทะนุถนอมอย่างดีในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ประเทศฝรั่งเศส
   กล่าว ได้ว่า ภาพหญิงงาม “โมนาลิซา” ได้รับการเผยแพร่ในรูปโฉมและรูปแบบต่างกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด ข้าวของเครื่องใช้ ของที่ระลึก และงานโฆษณาต่างๆ รวมถึงการแปลงโฉมเธอในหลากหลายรูปอารมณ์ ตามแต่แนวถนัดของศิลปินแต่ละคน 

   ไม่ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยมานาน โมนาลิซาในยุคมิลเลเนียมจะเปลี่ยนโฉมไปมากมายเพียงใด  หากแต่โมนาลิซา ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ก็ยังคงงามตราตรึงเป็นศิลปะชิ้นเลิศที่รอผู้คนทั่วสารทิศพิสูจน์ความเป็น อมตะสตรีแห่งจักรวาลของเธอ

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประภาคารฟาห์โรห์

ตำแหน่งที่ตั้ง :    เกาะฟาโรส เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน       :      ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว
 : รายละเอียด  :   
  กระโจมไฟฟาโรส หรือ ประภาคารฟาโรส อันยิ่งใหญ่นี้ พระเจ้าปโตเลมีฟิลา เดลฟัส กษัตริย์ แห่งประเทศอียิปต์ เป็นผู้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสลักลวดลายวิจิตร งดงาม อยู่บนเกาะฟาโรส ที่ อ่าวหน้าเมืองอเล็กซานเดรีย ประมาณ 271 ปีก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่อ เป็นสัญลักษณ์ที่สังเกตเห็นแก่หมู่เรือทั้งหลาย ที่ไปมาติดต่อ ค้าขาย ในการเข้าไปยังเมืองท่า ซึ่งครั้งนั้นอียิปต์ เป็นประเทศที่เจริญในวิทยาการ ต่างๆ ใครๆ ก็ชอบติดต่อเหตุนี้จึงต้องสร้างประภาคารขึ้นจุดตะเกียงแก๊สตลอดทั้งคืน เพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยเดินเรือใช้เป็นที่สังเกตจะได้ไม่หลงและนอกจากนั้นแล้ว ยังใช้เป็น หอคอยไว้ดูข้าศึกที่จะมารุกรานอีกด้วย

น้ำตกทีลอซู

น้ำตกทีลอซู มหัศจรรย์แห่งสายน้ำ สวยติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลก 



น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย[ต้องการอ้างอิง]

ตามความจริงต้องออกเสียงว่า "ทีลอชู" และเป็นคำนามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "น้ำตก" ชื่อ "ทีลอซู" เป็นความพยายามแปลความหมายทีละคำ โดย "ที" หรือ "ทิ" แปลว่า "น้ำ" "ลอ" หรือ "ล่อ" แปลว่า "ตก" แต่ "ชู" ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนั้น จึงมีความพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย เนื่องจาก "ซู" แปลว่า "ดำ" จึงนำไปสู่การเรียกว่า "ทีลอซู" และแปลว่า "น้ำตกดำ"

ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้น้ำตกทีลอซู เป็นหนึ่งในเก้าตะวัน ตามโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน โดยมีจุดเด่นคือ "มหัศจรรย์รุ้งกินน้ำที่น้ำตกทีลอซู"

ประวัติน้ำตกทีลอซู

ทีลอซู ได้รับการค้นพบโดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาล่าสัตว์ ก่อนที่ ตชด.ได้บินเข้ามาสำรวจในพื้นที่และได้พบน้ำตกทีลอชู ต่อมากรมป่าไม้จะประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากปี พ.ศ. 2528 ที่ อำเภอ ปรีชา อินทวงศ์ พาบุคลากรของนิตยสารท่องเที่ยวแคมปิง เข้าไปสำรวจน้ำตกทีลอซูและนำไปตีพิมพ์ลงนิตยสารจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนภายนอกรู้จัก

"ทีลอซู" หรือออกเสียงตามภาษาภาษาปะก่าหญอว่า "ที-หล่อ-ชู" ที แปลว่า น้ำ, หล่อ แปลว่า ไหล และ ชู แปลว่า ทิ้มแทง (หล่อ-ชู เป็น กิริยา หมายถึง การไหลลงมาอย่างแรงของน้ำปะทะกับพื้นเบื้องล่าง) ดังนั้นจึงแปลว่าน้ำตก (บางท่านบอกว่าแปลว่า น้ำตกดำ คำว่า "ดำ" ไม่ได้ออกเสียงว่า ซู แต่ออกเสียงคล้ายๆกัน ไม่รู้จะเขียนเป็นอักษรไทยอย่างไร เพราะเสียงนี้ไม่มีในภาษาไทย ต้องออกเสียงให้ฟังนะครับ ถึงจะแยกความแตกต่างได้) น้ำตกนี้ซ่อนอยู่ในหลืบผาอันกว้างใหญ่ สายน้ำเกิดจากห้วยกล้อทอซึ่งมีแดนกำเนิดอยู่บนดอยผะวี แล้วไหลลงแม่น้ำแม่กลองที่ ตำบล แม่ละมุ้ง อำเภอ อุ้มผาง

การค้นพบที่กล่าวถึงเป็นการพบของคนไทย จากงานของ ประชา แม่จัน ในหนังสือ "อุ้มผาง เบื้องหลังธรรมชาติ" [1] เขียนถึง บริเวณที่ตั้งแคมป์ทีลอชู เป็นบ้านเก่าชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) เรียกว่า "ว่าชื่อคี" บริเวณที่จอดรถเป็นที่นาเก่าของชาวบ้านที่นี่ การที่เป็นบ้านร้างเพราะชาวบ้านบางส่วนได้ย้ายไปอยู่บ้านโขะทะเพื่อเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เหลือย้ายเข้ามาอยู่กับฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น ชาวปกากะญอที่นี่รู้จักน้ำตกทีลอชูมาช้านานแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจ

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กม.ก่อนถึงน้ำตกจะผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ มีดอกกระเจียวขึ้นตามพื้นป่าระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพันธุ์ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา เมื่อถึงบริเวณน้ำตก จะเห็นละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วโขดหินเบื้องล่าง มองเห็นธารน้ำตกลงมาจากผาหินปูนซึ่งอยู่สูงประมาณ300ม. ตามแนวกว้างกว่า500 ม. ท่ามกลางป่าครึ้ม อาจแบ่งธารน้ำตกได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มด้านซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาน้ำตก) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดสูงที่สุด และเป็นด้านที่สวยที่สุด มีธารน้ำตกหลายสายไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นเชิง ส่วนกลุ่มตรงกลาง สายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันใกล้เคียงกบกลุ่มซ้ายมือแต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนหลุ่มทางขวามือ มีสายน้ำตกมากและหน้าผาเตี้ยกว่าสองกลุ่มแรก เมื่อมองทั้งสามกลุ่มรวมกันจะเห็น น้ำตกทีลอซู ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม บริเวณด้านล่างมีทางเดินไปยังจุดชมวิวทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงกันข้าม เป็นจุดที่มองเห็น น้ำตกทีลอซู ได้สวยงามและชัดเจนขึ้น ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 2 ชม.





การเดินทาง

การเดินทาง รถยนต์ จากอำเภออุ้มผางใช้เส้นทางสายอุ้มผาง-แม่สอด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 161 มีทางแยกซ้ายที่บ้านแม่กลองใหม่ไปด่านเดลอ หรือจุดตรวจ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง” เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร (สำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถเข้าน้ำตกทีลอซูต้องติดต่อขอรับใบอนุญาตเข้าที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (สป. ๗) ได้ที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และอนุรักษ์อุ้มผางก่อนทุกครั้ง นักท่องเที่ยวต้องยื่น สป. 7 ที่ด่านเดลอ) จากนั้นเดินทางไปตามถนนลูกรังอีก 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง เส้นทางช่วงนี้เป็นทางดิน ควรใช้รถปิคอัพ หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ช่วงล่างมีความสูงมากพอสมควร ในฤดูฝนรถอาจเข้าไม่ได้ และจากที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จึงถึงตัวน้ำตกทีลอซู



สถานที่พัก

สถานที่พักผ่อนทริปท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซู มีให้เลือกหลายรูปแบบ

1. ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (นอนเต้นท์)

2. ในตัวเมืองอุ้มผาง ทั้งที่ติดแม่น้ำและไม่ติดแม่น้ำ การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหมายเลข 1 สู่ จังหวัดตาก ก่อนถึง จังหวัดตาก ซ้ายมือมีทางแยกป้ายบอก

ทางเข้าสู่ อำเภอแม่สอด ระยะทางประมาณ 87 กิโลแมตร แล้วต่อจาก อำเภอแม่สอดไป อำเภออุ้มผาง เส้นทางนี้ ต้อง ระวังให้มาก เพราะเป็นเส้นถนนตัดผ่านเขาสลับซับซ้อนคดโค้งกว่าพันโค้ง ได้สัมญานามว่า"สายลอยฟ้า" ด้วยระยะทางประมาณ 164 กิโลเมตร กินเวลาประมาณ 4-5 ชั่งโมง ซึ่งไม่เบาเหมือนกัน ผู้ที่ขับรถไปเองต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ระหว่างทางทิวทัศน์ชวนให้หลงใหลเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง จากเส้นทางอุ้มผางสู่น้ำตกทีลอซู ระยะทางประมาณ 43 กิโล ถึงเขตรักษาพันธุ์ฯ แล้วเดินเท้าเข้าไปที่น้ำตกอีก 1.8 กิโลก็จะถึงถึงน้ำตกทีลอซู ความเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางก็หมดสิ้นไป สายน้ำตกแห่งความอลังการทีลอซู รอการมาเยือนจากทุกท่าน ทุกวันเวลา

เรือควีนแมรี่





ตำแหน่งที่ตั้ง : ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน : เปิดใช้การอยู่ในปัจจุบัน

: รายละเอียด :   


เรือเดินสมุทร "ควีนแมรี่"ของอังกฤษลำนี้เป็นเรือสมุทรขนาดมหึมาใหญ่โตที่สุดของโลกเท่าที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อรับส่งผู้โดยสารข้ามมหาสมุทร เรือลำนี้ต่อที่อู่ริมฝั่งแม่น้ำไคลต์ในประเทศสก็อตแลนด์ เมื่อ ค.ศ. 1939 มีราคา 25,000,000 เหรียญสหรัฐ มีน้ำหนักทั้งสิ้น 80,773 ตัน มีความยาว 300 เมตร (1,004 ฟุต) สูง 54 เมตร (180 ฟุต) เครื่องยนต์ขับเคลื่อน

มีกำลังทั้งหมด 200,000 แรงม้า อัตราความเร็วชั่วโมงละ 30 น็อตต่อชั่วโมง มีหม้อน้ำขนาด
ใหญ่ต้มน้ำมีน้ำหนักถึง 400 ตัน ให้เดือดกลายเป็นไอไปใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนใบจักร
และเครื่องกลต่างๆของลำเรืออยู่ทุก ๆ ชั่วโมง


เรือลำนี้บรรจุคนได้ประมาณ 2,075 คน บนดาดฟ้ามีที่ว่างทำสนามเล่นกีฬาได้ถึง 3
เอเคอร์ ภายในเรือมีร้านขายอาหาร สนามเด็กเล่น สำนักพิมพ์ สระว่ายน้ำ โรงพยาบาล และ
อุปกรณ์บริการความสุขอื่นๆ เครื่องอำนวยความสะดวก แก่ผู้โดยสารอย่างครบครัน เหมือน
กับเมืองขนาดย่อมที่ล่องลอยไปในท้องมหาสมุทร

แม้ว่าเรือควีนแมรี่จะมีขนาดใหญ่โต แต่ก็สามารถเดินทางจากเมืองท่าลิเวอร์พูล อังกฤษ
ถึงเมืองท่านิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ข้ามมหาสมุทรอันลันติค ในเวลาเพียง 9 วัน ในระหว่าง
สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือลำนี้หยุดเดินทางรับส่งผู้โดยสารเพราะเกรงจะถูกข้าศึกยิงจม แต่เมื่อ
สงครามผ่านพ้นไปแล้วก็ปรับปรุง ออกบริการผู้โดยสารอยู่อีกหลายปี เพิ่งมายุติการเดินทาง
เพื่อรับส่งผู้โดยสารในปี ค.ศ. 1967 โดยบริษัทเจ้าของขายให้แก่เศรษฐีอเมริกันคนหนึ่งเอาไปปรับปรุงใหม่ทำเป็นโรงแรม ภัตตาคาร และพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ที่ ลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย

ซึ่จะยังปรากฎให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตต่อไปอีกนาน

เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์

เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์



ตำแหน่งที่ตั้ง : ที่แม่น้ำโคโลราโด ระหว่างรัฐเนวาดา กับรัฐอริโซนา ของ สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน : ยังเปิดใช้การอยู่

: รายละเอียด :  


สร้างในสมัยประธานาฮิบดีฮูเวอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาก่อสร้างนาน 7 ปี เขื่อนฮูเวอร์เป็น เขื่อนแรกที่สามารถเอาชนะธรรมชาติ คือ น้ำท่วมและสามารถเก็บกักน้ำ ทำให้เกิดทะเลสาบ ขนาดใหญ่ขึ้น เขื่อนฮูเวอร์มีลักษณะที่สำคัญคือ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาว1,282 ฟุตสูง 727 ฟุต มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโล วัตต์ เหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบ ตามความยาวลำน้ำถึง 115 ไมล์ มีเนื้อที่ประมาณ 225ตารางไมล์

เขื่อนฮูเวอร์หรือฮูเวอร์แดม(Hoover Dam) และรู้จักในชื่อโบลเดอร์แดม(:Boulder Dam- เขื่อนหินยักษ์) เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโคโลราโดตั้งอยู่บนเขตแดนของรัฐเนวาดาและรัฐแอริโซนาในสหรัฐอเมริกาสร้างเสร็จในปีพ.ศ.2478(ค.ศ. 1935)ซึ่งในขณะที่สร้างเสร็จเป็นเขื่อนและโครงสร้างคอนกรีตขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกลายมาเป็นอันดับสองหลังจากเขื่อนแกรนด์คูลีสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2488 ปัจจุบันเขื่อนฮูเวอร์เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าใหญ่เป็นอันดับที่ 34 ของโลก

เขื่อนฮูเวอร์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลาสเวกัสประมาณ 48 กิโลเมตร (30 ไมล์) เขื่อนฮูเวอร์ตั้งชื่อตามประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์(Herbert Hoover) ซึ่งเป็นผู้ผลักดันสำคัญของโครงการเขื่อนฮูเวอร์ตั้งแต่แรก การก่อสร้างเริ่มต้นในปีพ.ศ.2474และเสร็จในวันที่29 พฤษภาคมพ.ศ.2478ซึ่งเสร็จก่อนกำหนดถึง 2 ปี การสร้างเขื่อนฮูเวอร์ทำให้เกิดทะเลสาบฝีมือมนุษย์ คือทะเลสาบมี้ด(Lake Mead)

ตัวเขื่อนสูง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันเขื่อนข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีตเฉพาะสร้างตัวเขื่อน 3,250,000 ลูกบาศก์หลาและส่วนอื่นๆอีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องทำไฟฟ้าจากน้ำตกรวม 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโลวัตต์ การสร้างเขื่อนมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันอุทกภัย กักน้ำไว้ใช้ในการกสิกรรม สงวนพันธ์ปลา สร้างกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำเขื่อนฮูเวอร์ตั้งอยู่ระหว่างเมืองลาสเวกัสและ ช่องแคบแกรนด์แคนยอน


ทำความรู้จัก 12 เขื่อนสูงที่สุดจากทั่วมุมโลก




          เขื่อนเป็นสิ่งก่อสร้างที่เกิดมาจากความอุตสาหะและความชาญฉลาดของมนุษย์ ซึ่งบางแห่งก็สร้างขึ้นเพื่อใช้ควบคุมแม่น้ำป้องกันอุทกภัยในระดับหนึ่ง ในขณะที่บางที่ทำขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำเอามาหมุนเวียนใช้เป็นพลังงาน ทำให้แต่ละที่มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป มิหนำซ้ำยังมีนักออกแบบมากมายที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำให้เขื่อนแบบเดิม ๆ สวยงามยิ่งขึ้นจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปได้อีกด้วย 

          แล้วคุณเคยสงสัยบ้างหรือเปล่าว่า เขื่อนแห่งไหนกันที่จะมีขนาดสูงที่สุดในโลก ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ล่ะก็ วันนี้กระปุกดอทคอมได้เอาคำตอบมาฝากคุณแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าว่าเขื่อนที่สูงที่สุดในโลก 12 อันดับ มาจากที่ไหนกันบ้าง


เขื่อน Nurek, สาธารณรัฐทาจิกิสถาน
ภาพจาก TELUS

 1. เขื่อน Nurek, สาธารณรัฐทาจิกิสถาน

          บริเวณแม่น้ำ Vakhsh สาธารณรัฐทาจิกิสถาน ซึ่งนับเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในเอเชียกลาง แถมยังขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดในสหภาพโซเวียตอีกด้วย แต่มันกลับเป็นบ้านเกิดของเขื่อนที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูงราว 300 เมตรนี้ โดยสหภาพโซเวียตสร้างมันขึ้นตั้งแต่ปี 1961 ก่อนจะเสร็จสิ้นในปี 1980 และติดตั้งเครื่องไฮโดรอิเล็คทริคไว้ถึง 9 อันด้วยกัน เพื่อใช้ในการหมุนเวียนพลังงาน แถมน้ำที่กักเก็บไว้ในเขื่อนยังมากที่สุดในสาธารณรัฐทาจิกิสถาน ทำให้มันเป็นแหล่งสร้างพลังงานน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว 


เขื่อน Xiaowan, ประเทศจีน
ภาพจาก Chính
 2. เขื่อน Xiaowan, ประเทศจีน

          มาต่อด้วยเขื่อนอันดับ 2 ซึ่งมาจากทวีปเอเชียเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือประเทศมหาอำนาจอย่างจีนนั่นเอง โดยมันถูกสร้างขึ้นเพื่อหมุนเวียนพลังงานน้ำเป็นหลักในเดือนมกราคมปี 2002 เขื่อนบริเวณแม่น้ำโขง มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีนแห่งนี้ จึงได้ติดตั้งเครื่องไฮโดรอิเล็คทริคที่มีประสิทธิภาพการทำงาน 700 MW ต่อยูนิตเอาไว้ด้วย ในขณะที่มีความสูงของเขื่อนอยู่ที่ 292 เมตร


ขื่อน Grande Dixence, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ภาพจาก Grande Dixence

 3. เขื่อน Grande Dixence, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

          ข้ามมาทางฝั่งยุโรปกันบ้าง โดยเขื่อน Grande Dixence นี้มีความสูงอยู่ที่ 285 เมตร ตั้งอยู่ในหุบเขา Val d'Hérens ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และแม้มันจะไม่ได้สูงที่สุดในโลก แต่หากนับเฉพาะเขื่อนคอนกรีตแบบถ่วงน้ำหนักด้วยกันแล้วล่ะก็ เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนคอนกรีตแบบถ่วงน้ำหนักที่สูงเป็นอันดับ 1 ของโลกเลยทีเดียว


เขื่อน Inguri, ประเทศจอร์เจีย

 4. เขื่อน Inguri, ประเทศจอร์เจีย

          เขื่อนบริเวณแม่น้ำ Inguri แห่งนี้เป็นเขื่อนสูงอันดับ 4 ของโลก รวมทั้งเป็นเขื่อนสร้างจากคอนกรีตที่สูงเป็นอันดับ 2 ในเวลาเดียวกัน ด้วยความสูง 272 เมตร ซึ่งนอกจากมันจะเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำเอาไว้แปรเป็นพลังงานได้มากมายมหาศาลแล้ว ทิวทัศน์ที่เขียวชอุ่มโอบล้อมด้วยภูเขารอบข้าง ยังทำให้มันเป็นหนึ่งในเขื่อนที่งดงามควรค่าแก่การเยี่ยมชมสักครั้งอีกด้วย


เขื่อน Vajont, ประเทศอิตาลี

 5. เขื่อน Vajont, ประเทศอิตาลี

          นับแต่ปี 1959 เขื่อนที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำ Vajont ทางตอนเหนือของกรุงเวนิส ในประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ความโรแมนติกอย่างอิตาลี ก็กลายมาเป็นหนึ่งในภาพคุ้นตามาตลอด แม้ปัจจุบัน มันจะไม่ได้ถูกใช้งานแต่อย่างใดแล้วก็ตาม แถมเมื่อปี 1963 ยังเกิดเหตุน่าเศร้าเมื่อดินถล่มทำให้มีคนตาย ณ ที่นั่นกว่า 2 พันคนอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังคงเป็นเขื่อนที่สูงเป็นอันดับ 5 ของโลกด้วยความสูง 262 เมตร อยู่ดี



ขื่อน Manuel Moreno Torres, ประเทศเม็กซิโก
ภาพจาก Mexico

 6. เขื่อน Manuel Moreno Torres, ประเทศเม็กซิโก

          หรืออีกชื่อว่า Sumidero Canyon แห่งนี้ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศเม็กซิโกเลยก็ว่าได้ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เขื่อนกักเก็บน้ำธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แต่เขื่อนสูง 261 เมตรแห่งนี้ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าตามธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงจระเข้ด้วย มันจึงเป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวรักธรรมชาติทั้งหลายแห่แหนกันมาเที่ยวในสถานที่แห่งนี้


เขื่อน Tehri, ประเทศอินเดีย
ภาพจาก Bazaar of dreams

 7. เขื่อน Tehri, ประเทศอินเดีย

          หากจะมองหาเขื่อนที่เกิดมาเพื่อถูกใช้งานจริงล่ะก็ เขื่อนหินบริเวณแม่น้ำ Bhagirathi แห่งนี้น่าจะใกล้เคียงกับคำนั้นมากที่สุด เพราะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานน้ำให้ทั้ง Tehri Hydro Development Corporation Ltd. และ the Tehri hydroelectric complex จึงเรียกได้ว่ามันมีส่วนสำคัญสำหรับการเติบโตทางด้านธุรกิจของประเทศอินเดียอยู่ไม่น้อย โดยเขื่อนแห่งนี้มีความสูงใกล้เคียงกับเขื่อน Manuel Moreno Torres ที่ 261 เมตร และห่างกันเพียง 2 ฟุตเท่านั้น


เขื่อน Mauvoisin, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 8. เขื่อน Mauvoisin, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

          มองเผิน ๆ เขื่อนสูง 250 เมตรนี้อาจจะดูเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ปราศจากสิ่งก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์โดยสิ้นเชิง แต่ที่จริงแล้วมันเป็นเขื่อนประตูโค้งที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกเลยทีเดียว แต่เมื่อมาถึงแล้ว คนอาจลืมมองที่กั้นเขื่อนไปเลยก็ได้ เพราะภาพน้ำสีฟ้าใสสะอาดที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตัดกับภูเขาที่โอบล้อม เกิดเป็นทัศนียภาพงดงามเหมือนภาพเขียนเลยทีเดียว



เขื่อน Laxiwa, ประเทศจีน

 9. เขื่อน Laxiwa, ประเทศจีน

          ใช่ว่าประเทศมหาอำนาจอย่างจีนจะมีเขื่อนสูงใหญ่เพียงแค่เขื่อน Xiaowan แห่งเดียวเท่านั้น เพราะเขื่อน Laxiwa ในแม่น้ำ Yellow ที่เซี่ยงไฮ้ ก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันเลย โดยมันมีความสูงอยู่ที่ 250 เมตร และติดตั้งเครื่องไฮโดรอิเล็คทริคที่มีประสิทธิภาพการทำงาน 700 MW ต่อยูนิตถึง 6 เครื่อง ทำให้มีกำลังการทำงานมากจนเป็นแหล่งพลังงานหลัก ๆ ของเซี่ยงไฮ้ไปโดยปริยาย


เขื่อน Deriner, ประเทศตุรกี
ภาพจาก Panoramio

 10. เขื่อน Deriner, ประเทศตุรกี

          ณ ตอนใต้ของเมือง Artvin บริเวณแม่น้ำ Çoruh ประเทศตุรกี คือที่ตั้งของเขื่อนทรงโค้งสูง 249 เมตร ที่สร้างจากคอนกรีต 2 ชั้น และมันก็เป็นเขื่อนอีกแห่งที่มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานเช่นกัน โดยตอนนี้มันยังอยู่ในระหว่างการสร้าง หลังจากเริ่มต้นลงมือเมื่อปี 1998 และได้เริ่มบรรจุน้ำเข้าไปในปี 2012 ที่ผ่านมานี้เอง และคาดว่าจะสำเร็จเรียบร้อยภายในปีนี้


เขื่อน Alberto Lleras, สาธารณรัฐโคลอมเบีย
ภาพจาก Elden Life

 11. เขื่อน Alberto Lleras, สาธารณรัฐโคลอมเบีย

          ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติแสน สวยบนแม่น้ำ Guavio สาธารณรัฐโคลอมเบียแห่งนี้ คือเขื่อน Alberto Lleras สูง 243 เมตร ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1989 และมีเครื่องไฮโดรอิเล็คทริคที่มีประสิทธิภาพการทำงาน 1,150 MW ต่อยูนิตติดตั้งเอาไว้ด้วย ดังนั้น ประสิทธิภาพเรื่องการหมุนเวียนสร้างพลังงานจากน้ำคงไม่ต้องสงสัยกันเลยล่ะ


เขื่อน Mica, ประเทศแคนาดา
ภาพจาก Status go kil

 12. เขื่อน Mica, ประเทศแคนาดา

          และแล้วก็มาถึงอันสุดท้าย ซึ่งก็คือเขื่อน Mica สูง 243 เมตร บนแม่น้ำโคลัมเบียอันงดงามของรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา โดยชื่อของมันมาจาก Mica Creek หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตอนนี้จมลงไปใต้น้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ชาวบ้านย้ายไปอยู่ในที่สูงกว่าเดิม ต่อมาเมื่อปี 2005 หมู่บ้านนี้ก็ไม่มีคนอาศัยอยู่อีก แม้จะยังคงมีตัวบ้านแบบเก่าหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดูเหลืออยู่บ้างก็ตาม และเมื่อเขื่อนประกอบกับภาพหมู่บ้านเก่ามาอยู่ด้วยกัน มันจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมเยียนไม่น้อยเลยล่ะ


          ทั้งนี้ กว่าจะเกิดเป็นเขื่อนสูงตระการตาแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยทีเดียว เพราะต้องใช้เวลาสร้างอยู่นาน ต่อมาก็ต้องบำรุงรักษาอยู่ตลอด แล้วไหนจะต้องทุ่มงบเป็นเงินมหาศาลอีก มันจึงเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังอย่างเรา ที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาสถาปัตยกรรมที่มีค่าแบบนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมต่อไปนะคะ